ปัจจัยที่ใช้คำนวณค่าเบี้ยประกันโรงงาน : ที่เจ้าของโรงงานต้องรู้
- 9 มี.ค. 2568
- ยาว 1 นาที
การทำประกันโรงงานเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ไฟไหม้หรือภัยธรรมชาติ แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมโรงงานแต่ละแห่งจึงมีค่าเบี้ยประกันที่แตกต่างกัน? บทความนี้จะอธิบายปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อค่าเบี้ยประกันของโรงงาน เพื่อให้คุณสามารถเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณได้ดีที่สุด

1. ประเภทของโรงงานและระดับความเสี่ยง
ประเภทของโรงงานมีผลโดยตรงต่อค่าเบี้ยประกัน เพราะโรงงานแต่ละประเภทมีความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยไม่เท่ากัน
โรงงานความเสี่ยงสูง (ค่าเบี้ยแพง)
โรงงานที่มีวัตถุดิบไวไฟและเสี่ยงเกิดเพลิงไหม้สูง เช่น
โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ (ใช้ไม้ ฟองน้ำ ผ้า ซึ่งติดไฟง่าย)
โรงงานสิ่งทอ (มีฝ้ายและเส้นใยสังเคราะห์ที่ไวไฟ)
โรงงานกระดาษ (เสี่ยงไฟไหม้สูงจากเยื่อกระดาษ)
โรงงานพลาสติก (พลาสติกเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี)
โรงงานเคมีภัณฑ์ (มีสารไวไฟ เช่น สี ทินเนอร์ กาว น้ำมัน)
โรงงานความเสี่ยงปานกลาง (ค่าเบี้ยระดับกลาง)
โรงงานโลหะ (วัสดุไม่ติดไฟง่าย แต่เสี่ยงจากประกายไฟและสารเคมี)
โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า (ความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร)
โรงงานเซรามิก (มีเตาเผาและความร้อนสูง)
โรงงานความเสี่ยงต่ำ (ค่าเบี้ยถูก)
โรงงานผลิตอาหารและเครื่องดื่ม (วัตถุดิบส่วนใหญ่ไม่ติดไฟ)
โรงงานเวชภัณฑ์ (ยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์มักมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง)
โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ (แม้มีอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ไม่ใช้วัตถุไวไฟมากนัก)
โรงงานที่ใช้สารเคมีอันตราย แม้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง แต่ค่าเบี้ยประกันอาจสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงต่อการระเบิดหรือการปนเปื้อน
2. ขนาดของโรงงานและมูลค่าทรัพย์สิน
ค่าเบี้ยประกันคิดจากทุนประกัน หรือมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ต้องการคุ้มครอง เช่น อาคาร เครื่องจักร และสินค้าคงคลัง
โรงงานขนาดใหญ่ มูลค่าทรัพย์สินสูง → ค่าเบี้ยสูงโรงงานขนาดกลาง มูลค่าปานกลาง → ค่าเบี้ยปานกลางโรงงานขนาดเล็ก ทรัพย์สินน้อย → ค่าเบี้ยถูก
ตัวอย่างการคำนวณทุนประกัน
มูลค่าโรงงาน 50 ล้านบาท → ทุนประกัน 50 ล้านบาท
มูลค่าเครื่องจักร 20 ล้านบาท → ทุนประกัน 20 ล้านบาท
สต็อกสินค้า 10 ล้านบาท → ทุนประกัน 10 ล้านบาท
รวมทุนประกัน: 80 ล้านบาทหากอัตราค่าเบี้ยคือ 0.3% ต่อปี ค่าเบี้ยที่ต้องจ่ายคือ 80,000,000 × 0.3% = 240,000 บาท/ปี
การเลือกทุนประกันที่ต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินจริง อาจทำให้ได้รับค่าสินไหมชดเชยไม่เต็มจำนวน
3. วัสดุที่ใช้สร้างโรงงาน
วัสดุของอาคารมีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ และส่งผลต่อค่าเบี้ยประกันโดยตรง
คอนกรีตเสริมเหล็ก → ทนไฟดี ค่าเบี้ยถูก
โครงเหล็ก-หลังคาเมทัลชีท → เสี่ยงพังจากความร้อน ค่าเบี้ยปานกลาง
อาคารไม้ หรือมีส่วนประกอบของไม้มาก → ไวไฟ ค่าเบี้ยแพง
หากโรงงานมีการปรับปรุงวัสดุก่อสร้างให้ปลอดภัยขึ้น อาจขอลดค่าเบี้ยประกันได้
4. ระบบป้องกันอัคคีภัยในโรงงาน
โรงงานที่มีระบบความปลอดภัยที่ดี จะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกัน
มีถังดับเพลิง, สปริงเกอร์, เครื่องตรวจจับควัน → ค่าเบี้ยถูกลง
ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย → ค่าเบี้ยแพง
อุปกรณ์ที่ช่วยลดค่าเบี้ยประกัน:
ระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง
ระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ
ผนังกันไฟระหว่างโซนการผลิต
5. ทำเลที่ตั้งของโรงงาน
โรงงานที่อยู่ใกล้สถานีดับเพลิง → ค่าเบี้ยถูก
โรงงานในพื้นที่ห่างไกล → ค่าเบี้ยแพงขึ้นเพราะเข้าถึงยาก
หากโรงงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบป้องกันอัคคีภัยดี อาจได้รับค่าเบี้ยที่ถูกลง
6. ประวัติการเคลมประกัน
โรงงานที่เคลมน้อยหรือไม่เคยเคลมเลย → บริษัทประกันเห็นว่ามีความเสี่ยงต่ำ อาจลดค่าเบี้ยให้
โรงงานที่เคลมบ่อย → เสี่ยงสูง ค่าเบี้ยแพงขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณค่าเบี้ยประกันโรงงาน
โรงงานผลิตกระดาษ (เสี่ยงสูง) ขนาด 5,000 ตร.ม. มูลค่าทรัพย์สิน 100 ล้านบาทอัตราค่าเบี้ย 0.3% ต่อปีค่าเบี้ย = 100,000,000 × 0.3% = 300,000 บาท/ปี
หากมีระบบสปริงเกอร์และอยู่ใกล้สถานีดับเพลิง อาจลดค่าเบี้ยเหลือ 250,000 บาท/ปี
เคล็ดลับลดค่าเบี้ยประกันโรงงาน
ปรับปรุงระบบป้องกันไฟไหม้ให้ได้มาตรฐาน
เลือกทุนประกันที่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงการเคลมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อรักษาประวัติที่ดี
เปรียบเทียบกรมธรรม์จากหลายบริษัท เพื่อหาข้อเสนอที่ดีที่สุด
สรุป: ค่าเบี้ยประกันโรงงานขึ้นอยู่กับอะไร?
ประเภทของโรงงาน – เสี่ยงสูง ค่าเบี้ยแพง
ขนาดและมูลค่าทรัพย์สิน – โรงงานใหญ่ ค่าเบี้ยสูง
วัสดุก่อสร้าง – วัสดุติดไฟง่าย ค่าเบี้ยแพง
ระบบป้องกันไฟไหม้ – ระบบดี ค่าเบี้ยถูก
ทำเลที่ตั้ง – ใกล้สถานีดับเพลิง ค่าเบี้ยถูก
ประวัติการเคลม – เคลมน้อย ค่าเบี้ยลด
การเลือกประกันที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับธุรกิจของคุณ


